จิตวิทยาของความรัก ♡ ใครบ้างจะไม่เคยมีความรัก ?

จิตวิทยาของความรัก ♡ ที่คุณควรอ่าน ใครว่าความรัก มักไม่มีเหตุผล ?

จิตวิทยาของความรัก ใครบ้างจะไม่เคยข้องเกี่ยวกับความรัก เอาจริง ๆ เลยนะ แค่เกิดมาก็ต้องเจอแล้ว 😀 ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ ครอบครัว พี่น้อง เครือญาติ เพื่อน คนรัก หรือ คนในสังคม รู้ไหมว่าความรัก ไม่ใช่แค่เรื่องของ อารมณ์ความรู้สึก เพียงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้อง กับสารเคมีในสมอง ด้วยนะคะ เราไปคำตอบ เรื่องรัก ๆ เหล่านี้กันเถอะ

ทฤษฎีความรัก จิตวิทยา เรียกว่า ทฤษฎีสามเหลี่ยมแห่งความรัก ♡

จิตวิทยาของความรัก

ภาษาอังกฤษ มีชื่อเรียกว่า Triangular Theory of Love ค้นพบโดยอาจารย์ โรเบิร์ต สเติร์นเบิร์ก ท่านเป็นอาจารย์ ด้านจิตวิทยา ในมหาวิทยาลัย Yale รัฐคอนเนตทิคัต สหรัฐอเมริกา ท่านได้ค้นพบว่าจริง ๆ แล้วความรัก เกิดจากความรู้สึก 3 ส่วนนี้ ประกอบกัน นั่นก็คือ

  • ความสนิทสนม (Intimacy) อารมณ์ด้าน ความเข้าใจกัน และเอื้ออาทรต่อกัน มีความไว้วางใจ ขึ้นอยู่กับระยะ วันเวลาที่รู้จักกันด้วย
  • ความใคร่หลง หรือเสน่หา (Passion) ความดึงดูดทางเพศ รวมไปถึง รูปร่าง กลิ่น เสียง กิริยา
  • ความผูกพัน (Commitment) การใช้เวลา หรือทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง

องค์ประกอบทั้ง 3 นี้ ไม่สามารถระบุตายตัว ได้ว่าควรมีอย่างละ กี่เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับการ ให้ความสำคัญ ของแต่ละบุคคล เห็นไหมว่าบางคน มักตกหลุมรักคนใกล้ชิด ที่รู้จักสนิทสนมกันมานาน หรือบางคน ก็อาจตกหลุมรักใครสักคน เพียงแค่เจอหน้ากัน ^^

อย่างที่เราบอกไปตอนต้นว่า ความรักไม่ได้ขึ้นอยู่กับ อารมณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสมองด้วย !

จิตวิทยาของความรัก

ฉะนั้น ความรักเกี่ยวข้องกับ สารเคมีในสมองยังไง ?

เราสามารถแบ่งออกมา ได้ดังนี้ . . .

  • โดปามีน : สารแห่งความสุข จะหลั่งออกมาหลังจากเรารู้สึกดี พอใจกับบางสิ่ง
  • อีพิเนฟริน : ชื่อนี้อาจไม่คุ้นเคย ถ้าบอกว่า อะดรีนาลีนล่ะ ? สารนี้จะหลั่งออกมา เมื่อเรารู้สึกตื่นเต้น
  • เซโรโทนิน : ส่งผลต่อการแสดงออก ของเราที่ไม่รู้สึกตัว เช่น การที่เราเผลอยิ้มออกมา นั่นแหละ. .แปลว่าสารนี้กำลังหลั่ง ><
  • ออกซิโตซิน : ฮอร์โมนด้านความสัมพันธ์ ที่มีความพิเศษ เพราะจะเกิดกับ คนใกล้ชิด สนิทเท่านั้น หากมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน ก็จะถูกหลั่งออกมา
  • วาโซเปรสซิน : เรียกง่าย ๆ ว่าเป็น ฮอร์โมนคู่รัก ทำให้รู้สึกอยากใช้ชีวิตร่วมกัน (โรแมนติกม๊ากกก)

**สารเคมีเหล่านี้ในสมอง ก็ล้วนมาจาก ความใคร่ ความหลงใหล ความผูกพัน นั่นแหละค่ะ ^^

จิตวิทยาความรักของผู้ชาย VS จิตวิทยาความรักของผู้หญิง

เชื่อว่าใคร ๆ ก็มักได้ยินคำนี้ ผู้ชายเริ่มจาก 100 ผู้หญิงเริ่มจาก 0 อันนี้จริงไหม ? อาจพูดได้ว่า ‘ใช่’ แต่ไม่เสมอไป ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับ บุคคลมากกว่านะคะ แต่หากเราพูดถึงหลักความคิดของ 2 เพศ ผู้ชายมักตกหลุมรัก ได้ง่ายกว่า และมักรู้สึกว่า ผู้หญิงที่ชอบมีความเพอร์เฟกต์ จนได้ศึกษากันไปเรื่อย ๆ จนได้รู้ว่ามีข้อผิดพลาดเพิ่มขึ้น

ส่วนผู้หญิงนั้น เป็นเพศที่ค่อนข้างคิดเยอะ ระแวดระวังตัวกว่า ก็ว่าได้ ทำให้ต้องใช้เวลามากกว่า จนแน่ใจว่ารักผู้ชายคนนั้น มากขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นความรัก นั้นเดินสวนทางกันซะงั้น

จิตวิทยาของความรัก กับหลักการ หลักจิตวิทยา ความรัก 21 วัน

หลักจิตวิทยา ความรัก 21 วัน

จิตวิทยาความรักว่าไว้ เวลาจีบใคร ให้ทักไปหาเขา 21 วันสิ ถ้าเขาชอบ วันที่ 22 เขาจะทักกลับมาคุณเอง เอ๊ะ..เชื่อถือได้จริงไหม หลักการนี้ 555 จริง ๆ แล้วหลักทฤษฎีนี้ มันมาจากหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ชื่อว่า Psycho Cybernetics ของDr. Maxwell Maltz

แต่จะพูดว่าเป็นทฤษฎี ก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะจริง ๆ มันเป็นแค่ ข้อสันนิษฐาน ข้อสังเกต เท่านั้นแหละค่ะ ยังไม่ได้ศึกษาจริงจัง แต่รู้หรือเปล่าว่า หากทฤษฎีนี้ มันใช้ได้ผลกับคุณ คุณจะรู้ตัว จากท่าทีของเขา ก่อนวันที่ 20 เสียอีก อิ_อิ และมีบางคนที่อยากลองใจ ฝ่ายตรงข้าม ลองหายไป สรุปหายจากวงโคจร กันไปเลย อันนี้ก็ถือว่าซวยไป 😂

ทฤษฎีความรัก 3เดือน ? หลักการคล้าย ๆ กันเลยค่ะ ไม่เสมอไปกับทุกคู่ เพราะบางคู่ ก็เข้ากันไม่ได้ เบื่อกันจนทนมาได้แค่ 3 เดือน แต่กับบางคู่ นานแค่ไหนก็ไม่เบื่อ ^^

ทฤษฎีความรัก จิตวิทยา

เราจะเห็นได้ว่า แต่ละคนให้คำนิยาม กับความรัก ไม่เหมือนกัน มันก็ขึ้นอยู่ที่ว่า ตั้งแต่เด็กจนโต คุณผ่านเรื่องราว ประสบการณ์ในชีวิต อะไรมาบ้าง หากคุณอยู่ในครอบครัวที่ดี อบอุ่น แสดงความรักที่ดีต่อกัน คุณก็อาจจะเป็นคนหนึ่ง ที่มองว่ารักมันสวยงาม แต่กลับกันหากมีใครสักคน เจอความรักแย่ ๆ แม้แต่จุดที่เล็กที่สุด ก็คือในครอบครัว มุมมองความรักของเขา อาจไม่ดีนัก หรือถึงขั้น ‘เกลียด’ ไปเลยก็มี

สำหรับนิยามความรัก ของผู้เขียน M.Varin สำหรับเรา. . คงเป็นการให้เกียรติเขา ทั้งในทางปฏิบัติ และทางความคิดล่ะมั้ง แม้ว่าเขาอ่านความคิดเราไม่ได้ เราก็จะไม่คิดไม่ดี ประมาณนั้น ความห่วงใยกัน ความหวังดีต่อกัน แบบพอดี ๆ ไม่มากจนเกินไป

มนุษย์เรามักจะชอบ อยู่กับคนที่ทำให้เราสบายใจ เราก็ต้องทำตัวแบบนั้น กับเขาก่อน ‘ทำให้เขาอยู่กับเรา แล้วเหมือนกับ ตอนเขาอยู่คนเดียวแล้วมีความสุขอะ’ เราว่าอันนี้ สำคัญมากที่สุด

เรียบเรียงโดย : M.Varin

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *